<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกข้าวในวงบ่อซีเมนต์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>คนในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แต่ต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภค หากมีพื้นที่ว่างมากพอสามารถทำบ่อซีเมนต์สี่เหลี่ยมแบบถาวรได้ ใช้ปลูกข้าวเพื่อบริโภคเองได้ รูปแบบการปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์นี้ ถูกคิดค้นโดย คุณปรีชา บุญท้วม เกษตรกรจังหวัดระยอง การสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อการปลูกข้าวนี้ จะต้องลงทุนวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างอยู่บ้าง แต่บ่อปลูกข้าวมีความคงทน แข็งแรง ลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่อยู่ได้นาน อีกทั้งใช้น้ำในการปลูกน้อย บ่อขนาด 15 ตารางเมตร จำนวน 2 บ่อ ปลูกข้าวอายุสั้น 90-120 วัน โดยปลูกปีละ 3 ครั้ง เพียงพอสำหรับบริโภค 1 คน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="2"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกไม้ผล ในวงบ่อซีเมนต์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะมีแต่พื้นที่ปูนไม่มีพื้นดินในการปลูกไม้ผล สามารถปลูกไม้ผลไว้รับประทานได้โดยปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เพียงแต่การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์ ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ 
คือ การเติมปุ๋ยอินทรีย์ ให้น้ำหมักชีวภาพ และฮอร์โมนในระยะเวลาที่เหมาะสม</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="3"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักบนพื้นปูน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>พื้นปูนแม้เป็นพื้นที่มีข้อจำกัด หรือไม่เหมาะสมกับการทำเกษตร แต่ถ้ามีองค์ความรู้ในการจัดการพื้นที่ก็สามารถปลูกพืชผัก เพื่อสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยทางอาหารได้ การปลูกผักพื้นปูนควรคำนึงถึง    การป้องกันความร้อนจากพื้นปูน และป้องกันการระเหยของน้ำที่ใช้รดผัก ซึ่งวัสดุที่หาง่ายและใช้ได้ผลดีที่นำมาเป็นวัสดุรองก้นแปลงปลูก หรือภาชนะปลูกต่าง ๆ ได้แก่ กาบมะพร้าว หรือผักตบชวา (ตากแห้ง) </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="4"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>สวนผักดาดฟ้า</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>สำหรับการทำเกษตรบนดาดฟ้า ในทางวิศวกรรมพื้นที่บนดาดฟ้า 1 ตารางเมตร สามารถ สามารถรับน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัม ซึ่งสามารถทำแปลงปลูกได้โดยไม่ต้องกังวล สำหรับภาชนะปลูกที่มีน้ำหนักมาก เช่น วงบ่อซีเมนต์ หรือโอ่งขนาดใหญ่ สามารถวางไว้ส่วนพื้นที่ตรงคานได้ เพราะในส่วนของคานสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 400 – 600 กิโลกรัม  ต่อ 1 ตารางเมตร</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="5"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักแนวตั้งในท่อ PVC</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การปลูกผักแนวตั้งในท่อ PVC เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด สามารถปลูกผักเป็นชั้นๆ การปลูกผักแนวตั้งในท่อ PVC โดยการให้น้ำปุ๋ยผ่านท่อพีวีซีตรงกลางท่อ PVC อีกชั้นหนึ่ง สามารถปลูกได้ในพื้นที่ทั่วไปที่มีแสงส่องถึง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="6"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักแนวตั้งข้างกระสอบ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การปลูกผักแนวตั้งข้างกระสอบ เป็นรูปแบบการปลูกผักที่ช่วยประหยัดพื้นที่ ด้วยการเพิ่มพื้นที่ ในการปลูกผักในแนวดิ่ง ซึ่งการปลูกผักบนพื้นราบ 1 ตารางฟุต ปลูกผักได้ประมาณ 4 – 6 ต้น แต่ในพื้นที่เท่ากัน หากปลูกผักแนวตั้งข้างกระสอบ สามารถปลูกผักได้มากถึง 21 ต้น ผักที่นิยมนำมาปลูกผักสลัด คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ฯลฯ การปลูกผักแนวตั้งข้างกระสอบ ใช้กระสอบอาหารสัตว์ หรือกระสอบปุ๋ยมาใช้ในการปลูกผัก สามารถลดค่าใช้จ่าย และมีผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานภายในครัวเรือน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="7"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักกลับหัว</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การปลูกผักกลับหัว เป็นการปลูกผักที่ประหยัดพื้นที่ ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ลดปัญหา เรื่องวัชพืช โรคและแมลงต่างๆ อีกทั้งยังสามารถนำมาประดับตกแต่งบริเวณบ้านได้ โดยทั่วไป 1 กระถาง สามารถปลูกพืชได้เพียง 1 ชนิด แต่การปลูกผักกลับหัวสามารถนำเอาพืช 2 ชนิด มาปลูกไว้ในกระถางเดียวกัน พืชที่นำมาปลูกดเป็นพืชล้มลุก โดยพืชที่ปลูกบริเวณด้านล่างของกระถาง นิยมใช้พืชที่รับประทานผล ได้แก่ พริก มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว ส่วนชนิดพืชที่ใช้ปลูกด้านบนกระถาง สามารถใช้พืชกินใบและยอดอื่น ๆ เช่น กระเพรา โหระพา พริก มะเขือ ผักต่าง ๆ ฯลฯ </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="8"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะกล้าผัก</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเพาะกล้า เป็นขั้นตอนที่สำคัญของการปลูกผัก ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย สามารถเลือกต้นที่แข็งแรงมาปลูกได้ เพราะการเตรียมกล้าพันธุ์ที่ดีจะทำให้การเจริญเติบโตของผักดีไปด้วย </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="9"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะเห็ดในโอ่ง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเพาะเห็ดในโอ่ง เป็นการนำภาชนะในครัวเรือนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเป็นแนวทางการประหยัดต้นทุน และการสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดขนาดย่อม</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="10"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะเมล็ดงอก (ไมโครกรีน)</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ไมโครกรีน (Micro Greens) คือต้นกล้าขนาดเล็กหรือต้นอ่อนที่เพาะจากเมล็ดของพืช 
ผักสมุนไพรชนิดต่าง ๆ และเจริญเติบโตจนมีใบจริง 1 – 3 ใบ ขนาดความสูงของต้นกล้าที่นำมารับประทานได้ประมาณ 2 – 3 นิ้ว มีอายุการเติบโตสั้นใช้เวลาเพียง 7 – 10 วัน ก็สามารถตัดผักไปรับประทานได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="11"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไส้เดือนในลิ้นชัก</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเลี้ยงไส้เดือนในลิ้นชักเป็นวิธีการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนได้ และยังช่วยในเรื่องของการประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="12"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>น้ำยาสูบไล่แมลง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ในยาสูบมีสารประกอบไนโตรเจนหมู่หนึ่งที่เรียกว่า แอลคาลอยด์ มีนิโคตินเป็นองค์ประกอบ ที่ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวของยาสูบ โดยยาสูบจะผลิตสารนิโคตินที่รากแล้วส่งไปเก็บไว้ที่ใบ มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ข้อดีของการใช้สารสกัดยาสูบ คือ มีราคาถูก ปลอดภัยต่อเกษตรกร ไม่มีสารพิษตกค้างต่อผลผลิต ดินและสภาพแวดล้อมจึงปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="13"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>น้ำลูกลำโพงไล่แมลง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ลูกลำโพง รูปทรงค่อนข้างกลม ขนาดประมาร 1.1.5 นิ้ว ผิวเป็นขนคล้ายหนามเป็นตุ่ม เนื้ออ่อน ผลสีเขียวอมม่วง พอผลแห้งแตกออกได้ เมล็ดมีจำนวนมาก เมล็ดกรมแบนเหมือนเมล็ดมะเขือ เปลือกผลมีรสเบื่อเมา        ใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืชให้กับพืชผักต่าง ๆ </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="14"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>น้ำหมักตะไคร้ไล่แมลง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ตะไคร้หอม เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1 -2 เมตร เหง้าอยู่ใต้ดินและ ลำต้นเทียมโผล่ขึ้นมาจากเหง้า กลิ่นหอมฉุนแตกต่างจากตะไคร้แกง พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่จะพบได้น้อยกว่าตะไคร้แกง แม้จะมีลักษณะที่คล้ายกับตะไคร้แกง แต่ไม่นิยมนำมาบริโภค ถูกนำไปใช้เป็นสมุนไพรเท่านั้น นำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืชให้กับพืชผักต่าง ๆ </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="15"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>โรงเห็ดน็อคดาว</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>สำหรับคนเมืองที่ต้องการเพาะเห็ดไว้บริโภคเองในครัวเรือน สามารถเพาะได้ในโรงเรือนขนาดเล็ก   แบบน็อคดาวน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นซุ้ม 6 เหลี่ยม ใช้พื้นที่ 3 - 4 ตารางเมตร สามารถตั้งบนพื้นดินและพื้นปูน
 มีอายุการใช้งานหลายปี บรรจุก้อนเชื้อเห็ดได้ 700 ก้อน เพาะเห็ดได้หลายชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นต้น</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="16"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เกษตรพอเพียงเมือง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การทำปุ๋ยสรรพสิ่งแห้ง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>สรรพสิ่งเปรียบเสมือนนางพญาจุลินทรีย์ ที่เป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นของประเทศไทย ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 2 สกุล อยู่ร่วมกัน ได้แก่ Klebsilla cariicola และ Enterobacter cowanii เป็นจุลินทรีย์ที่ตรึไนโตรเจนอิสระ ประเภทต้องการออกซิเจน มีประโยชน์อย่างมากกับการทำการเกษตร และประมง เพราะสามารถนำไปใช้ในการบำบัดดิน บำบัดน้ำ และบำบัดอากาศได้ โดยหัวเชื้อของสรรพสิ่ง สามารถนำมาขยายเป็น สรรพสิ่งน้ำ สรรพสิ่งแห้ง และสรรพสิ่งก้อน สำหรับใส่เป็นปุ๋ยให้ผักนั้น จะใช้สรรพสิ่งแห้งเป็นหลัก</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="17"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>สมุนไพรสามัญประจำบ้าน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ภูมิปัญญาเรื่องแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยมีการสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ยิ่งในปัจจุบันยิ่งได้รับการยอมรับและนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อการป้องกันรักษาโรคอย่างกว้างขวาง ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรก็ปลูกง่าย มีความแข็งแรงทนทานอีกทั้งบางชนิดมีความสวยงามสามารถปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ การปลูกสมุนไพรไว้สัก 15 ชนิด ในครัวเรือนก็จะช่วยให้เราสามารถหยิบฉวยมาใช้ ป้องกันแก้ไขยามเจ็บไข้ได้ป่วยได้ทันท่วงที</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="18"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกข้าวต้นเดียว</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การปลูกข้าวแบบต้นเดียวหรือการปลูกข้าวแบบประณีต (System of rice intensification : SRI) เป็นวิธีการผสมผสานของการจัดการน้ำ และดิน โดยพึ่งพาอาศัยระบบนิเวศและการจัดการอย่างเหมาะสม 
การปลูกข้าวแบบต้นเดียวเป็นการรักษาระบบรากของข้าวให้มีความแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย และใช้ระยะปักดำที่ห่าง เพื่อให้ต้นข้าวสามารถแตกกอได้ง่าย ไม่แย่งอาหารกันเอง และช่วยให้จัดการแปลงได้สะดวก กำจัดวัชพืชและพันธุ์ข้าวปนได้ง่าย การปรับเปลี่ยนระบบการทำนาต้องคำนึงถึงความสามารถของตนเอง ขนาดพื้นที่ แรงงาน แหล่งน้ำ และปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ซึ่งการปลูกข้าวแบบต้นเดียวเหมาะกับการทำในพื้นที่ปลูกน้อย เกษตรกรสามารถจัดการบริหารจัดการแปลงได้ แนวคิดดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนกระบวนการความคิดและทัศนคติในการปลูกพืช ไม่ได้มองการปลูกข้าวเป็นเพียงพืชไร่ แค่ทำการหว่านเมล็ดลงไปและปล่อยให้โตเองตามธรรมชาติ แต่ต้องดูแลเป็นอย่างดี ลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่ได้มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาไปสู่การทำนาข้าวอินทรีย์ได้อย่างยั่งยืน </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="19"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การคัดเมล็ดข้าวด้วยน้ำเกลือ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>คุณขวัญใจ เนตรหาญ ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว จังหวัดสระบุรี “เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์” บอกเล่าเคล็ดลับการคัดพันธุ์ข้าวเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวนาเคยทำกันมาช้านาน โดยคัดเลือกข้าวจากแปลงนาที่ไม่มีข้าวอื่นปน ไม่มีโรคและแมลง จากนั้นคัดเอาเฉพาะรวงที่สมบูรณ์ไว้สำหรับทำพันธุ์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพข้าวได้ เช่น ปัญหาเมล็ดร้าว เมล็ดบิดเบี้ยว หรือข้าวปน การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยน้ำเกลือสามารถแก้ปัญหาได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="20"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เป็นการเพาะเห็ดสวนครัวเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน หรือทำเป็นอาชีพเสริม โดยการนำวัสดุที่เหลือใช้จากการทำเกษตรมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ด เช่น ฟาง เปลือกถั่ว ขี้มัน ก้อนเห็ดเก่า ฯลฯ นวัตกรรมนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย อาจารย์สำเนา ฤทธิ์นุช สามารถเพาะเห็ดฟางได้กับทุกพื้นที่ ทั้งในเมืองและชนบท</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="21"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>โรงเรือนเพาะเห็ดแบบน็อคดาวน์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>โรงเรือนเพาะเห็ดแบบน็อคดาวน์ ตัวโรงเรือนจะมีลักษณะเป็น 6 เหลี่ยม ใช้พื้นที่ 3-4 ตารางเมตร สามารถบรรจุก้อนเห็ดได้ประมาณ 700 ก้อน เป็นโรงเรือนที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย โครงสร้างโรงเรือนเป็นเหล็ก
ที่แข็งแรงรองรับน้ำหนักก้อนเห็ดได้ สามารถเพาะเห็ดได้หลายชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นต้น ให้ผลผลิตตลอด 3 เดือน โดยเฉลี่ย 5-8 ขีดต่อก้อน เป็นรูปแบบการเพาะเห็ดสวนครัวสำหรับการทำเกษตรในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดได้เป็นอย่างดี</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="22"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะเห็ดในโรงเรือน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ปัจจุบันการเพาะเห็ดในโรงเรือนเป็นที่นิยมทั้งในแง่ของการเพาะเพื่อการบริโภคเองในครัวเรือน หรือเพาะเพื่อจำหน่าย สามารถเพาะเห็ดได้หลายชนิดที่เป็นที่นิยม เช่น เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฐานเห็ดนางนวล เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เป็นต้น ซึ่งทำได้โดยวิธีการทำก้อนเชื้อเห็ดเอง หรือซื้อก้อนเชื้อเห็ดสำเร็จมาเปิดดอก</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="23"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>ชุดโซล่าเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) นำมาใช้งานได้อย่างไม่สิ้นสุด ปัจจุบันการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์มีหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ หนึ่งในอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สามารถประยุกต์ใช้งานได้นั่น คือ ชุดโซล่าเซลล์สูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลโดยไม่ต้องง้อสายส่งไฟฟ้า รวมถึงในภาคการเกษตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="24"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>จักรยานสูบน้ำ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>จักรยานสูบน้ำเพื่อการเกษตร เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้า พลังงานเชื้อเพลิงหรือน้ำมัน โดยใช้แรงปั้นของคนในการสูบน้ำเพื่อรดน้ำต้นไม้ และพืชผัก นับว่าเป็นนวัตกรรมส่งเสริมวิถีชีวิตพอเพียงลดต้นทุนด้านพลังงาน และยังช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="25"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>ระบบสูบน้ำเท้าเหยียบ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ระบบสูบน้ำเท้าเหยียบ โดยอาจารย์ชาตรี ต่วนศรีแก้ว ผู้คิดค้น ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ราคาไม่แพงใช้สูบน้ำเพื่อการเกษตรแบบครัวเรือน สามารถใช้ได้โดยตรงกับแปลงเกษตร หรือสูบเก็บ
เข้าแทงค์ ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเป็นชุดออกกำลังกายได้ด้วย</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="26"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักอินทรีย์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ปลูกผักเพื่อบริโภค เพื่อให้ได้ผักที่ปลอดภัย ควรเลือกปลูกแบบอินทรีย์ การปลูกผักอินทรีย์เป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตต่าง ๆ ลงได้ ทั้งนี้เพราะมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ มาช่วยบำรุงดินและเพิ่มผลผลิตปลูกผักร่วมกันหลายประเภท ในแต่ละแปลงปลูก อาทิ ผักที่รับประทานใบ ผักที่รับประทานผล ผักที่รับประทานราก และพืชตระกูลถั่ว การปลูกหมุนเวียน ตัดวงจรโรคพืช ผักแข็งแรงต้านทานการกัดกินของแมลง การปลูกผักอินทรีย์แบบหมุนเวียน จึงเป็นรูปแบบเกษตรทางเลือก ที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตและ
มีผักที่หลากหลายมารับประทาน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="27"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>เตาเผาถ่านแนวตั้ง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเผาถ่าน แบบเตาเผาถ่าน 200 ลิตร แนวตั้ง เป็นการประยุกต์เตาเผาถ่าน 200 ลิตร แนวตั้ง เป็นการประยุกต์เตาเผาถ่าน 200 ลิตร 
แบบแนวนอนเพื่อให้ง่ายในการเผาถ่านแต่ยังคงได้ถ่านคุณภาพสูง การจัดการที่ง่ายกว่าเดิม สามารถเคลื่อนย้ายเตาเผาถ่านแบบนี้ไปยังจุดที่เราตัดกิ่งไม้ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการขนย้ายไม้ 
</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="28"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>เตาเผาถ่านแนวนอน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ปัจจุบันคนนิยมใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงมากกว่าไม้ฟัน เพราะถ่านติดไฟง่าย ไม่มีควัน ให้ความร้อนดี แต่กระบวนการผลิตถ่านไม้โดยทั่วไปยังไม่มีประสิทธิภาพ ถ่านที่ได้จะให้ความร้อนต่ำ มีควัน ตลอดจนมีสารก่อมะเร็ง ซึ้งนวัตกรรมเผาถ่านด้วยถัง 200 ลิตร เป็นรูปแบบเทคโนโลยี พลังงานที่ทำให้เผาถ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ถ่านที่ให้ความร้อนสูง ไร้สารก่อมะเร็ง ให้ขี้เถ้าน้อย กระบวนการเผาสั้นเพียง 1 วัน ที่สำคัญสามารถผลิตถ่านจากเศษไม้ชิ้นเล็ก เปลือกผลไม้ ฯลฯ โดยที่ไม้ต้องตัดไม้ ใหญ่มาเผา</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="29"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>เตาเผาถ่านรักษ์โลก</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเผาถ่านในปัจจุบันได้สร้างมลภาวะทางอากาศ เช่น การเผาถ่านแบบเตาหลุมผี การเผาถ่านแบบเตาลอย ก่อให้เกิดควันซึ่งเป็นมลพิษก่ออันตรายต่อสุขภาพ สำหรับเตาเผาถ่านแบบไร้ควันนั้นช่วยลดปัญหาในเรื่องของมลภาวะทางอากาศได้ดี เนื่องจากเตาเผาถ่านไร้ควันจะนำควันไฟกลับมาเผาไหม้อีกครั้ง ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์จึงช่วยลดปัญหาในเรื่องของฝุ่นควันที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="30"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงหมูหลุม</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม) เป็นเทคนิควิธีการลดต้นทุนการเลี้ยงหมู มุ่งเน้นให้หมูกินและอยู่แบบธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติ โรงเรือนโปร่ง อากาศถ่ายได้ดี ขนาดคอกเหมาะสมกับปริมาณหมู พื้นคอกใช้วัสดุธรรมชาติ ผลิตอาหารเองด้วยพืชในท้องถิ่น ทำให้สุขภาพจิตและกายดี ต้านทานโรค ต้นทุนในการเลี้ยงต่ำ โรงเรือนไม่มีกลิ่นเหม็นด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ พื้นคอกที่หมักย่อยแล้วสามารถนำไปเป็นปุ๋ยได้ เหมาะที่เกษตรกรจะนำไปปฏิบัติเพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง     </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="31"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงปลากินพืช</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>คนไทยคุ้นเคยกับการบริโภคปลามาตั้งแต่อดีตกาล ปลาเป็นอาหารประจำวันที่สำคัญรองลงมาจากข้าว เนื่องจากหาง่าย เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก ในอดีตแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยแทบทุกที่ สามารถหาปลามาเป็นอาหารบริโภคกันได้โดยง่าย แต่ในปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติมีสัตว์น้ำลดลง ซึ่งจากหลายสาเหตุ เช่น ประชากร  ของประเทศเพิ่มขึ้น เครื่องมือจับสัตว์น้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการจับสัตว์น้ำโดยใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมาย การบุกรุกที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อมถูกทำลายจากการใช้สารเคมี ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือจากแหล่งชุมชน เป็นต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคทดแทนการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติซึ่งปัจจุบันมีไม่เพียงพอ</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="32"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไก่อารมย์ดี</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ไก่ไข่ถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งการเลี้ยงต้องคำนึงถึงผลผลิต และคุณภาพของไข่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงไก่ไข่อย่างแพร่หลาย ทั้งเลี้ยงแบบธรรมชาติ และแบบเป็นอุตสาหกรรม</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="33"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้ 1 ไร่ พอเพียง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การสร้างบ้านดิน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>บ้านดินเป็นการสร้างบ้านพึ่งตนเอง สามารถทำได้เอง หน้าร้อนก็เย็น       หน้าหนาวก็จะอุ่น อยู่ที่ไหนก็สามารถสร้างบ้านดินได้ เพราะดินมีอยู่ทุกที่ บ้านดินที่นิยมสร้างกันจะเป็นแบบก้อนดินแห้ง (Adobe Brick)
 ซึ่งยึดเนื้อดินด้วยวัสดุเกษตร เช่น ฟางข้าว หญ้าสับ แกลบ เป็นต้น เพื่อเป็นตัวยึดประสานดินให้คงความเป็นก้อน บ้านดินแบบก้อนดินแห้งจะใช้วิธีก่อผนังก้อนดินขึ้นซ้อนกัน เช่นเดียวกับการก่ออิฐบล็อก บ้านจะไม่มีเสาแต่จะเป็นระบบผนังรับแรง การสร้างลักษณะนี้ตัวบ้านจึงหนามีความแข็งแรงคงทน ผนังเป็นฉนวนกันความร้อนและความเย็นได้ดี</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="34"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้แปลงนาอินทรีย์</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การทำนาอินทรีย์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การทำนาอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ได้แก่ ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การทำนาอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="35"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้แปลงนาอินทรีย์</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยน้ำเกลือ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>คุณขวัญใจ เนตรหาญ ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดสระบุรี “เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์” บอกเล่าเคล็ดลับการคัดพันธุ์ข้าวเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวนาเคยทำกันมาช้านาน โดยคัดเลือกข้าวจากแปลงนาที่ไม่มีข้าวอื่นปน ไม่มีโรคและแมลง จากนั้นคัดเอาเฉพาะรวงที่สมบูรณ์ไว้สำหรับทำพันธุ์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพข้าวได้ เช่น ปัญหา
เมล็ดร้าว เมล็ดบิดเบี้ยว หรือข้าวปน การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยน้ำเกลือสามารถแก้ปัญหาได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="36"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้แปลงนาอินทรีย์</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเพาะกล้าข้าว</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยนำเมล็ดพันธุ์ข้าวใส่ลงไปในน้ำสะอาด หรือถ้าต้องการเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงก็ต้องคัดโดยใช้น้ำเกลือ โดยการผสมเกลือแกงกับน้ำสะอาด อัตราส่วนคือ เกลือ 1.5 – 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร แล้วใช้มือคนเมล็ดข้าว จากนั้นก็ตักเมล็ดที่ลอยออก แล้วนำเมล็ดข้าวที่จมอยู่มาล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อกำจัดความเค็ม เมล็ดข้าวที่ได้คือเมล็ดที่มีความสมบูรณ์สูง เหมาะแก่การใช้เป็นพันธุ์ข้าว ขั้นตอนต่อมา นำเมล็ดข้าวใส่กระสอบที่น้ำสามารถผ่านได้ดี แล้วแช่ลงในน้ำสะอาด ใช้เวลาประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับชนิดข้าว อุณหภูมิ และปัจจัยอื่น ๆ ) อาจแช่ในแหล่งน้ำไหลหรือน้ำนิ่ง นำข้าวขึ้นจากน้ำ ยกข้าวขึ้นจากน้ำให้สะเด็ดน้ำเป็นเวลา 1 คืน ให้ข้าวแตกตุ่มตาประมาณ 1 มิลลิเมตร เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดในการใช้งาน เพราะถ้าตุ่มตายาวมากจะติดขัดเครื่องโรยกล้า และหน่อจะหักได้ง่าย โดยอุณหภูมิในการบ่มไม่ควรต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส และไม่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส การเพาะกล้าข้าว ใช้วัสดุเพาะ เช่น ขี้เถ้าแกลบ ดินละเอียด หรือโคลน โดยโรยเมล็ดพันธุ์ที่ได้เตรียมไว้ลงไป ประมาณถาดละ 100–150 กรัมต่อถาด (ถ้าเป็นถาดหลุมใช้เมล็ดข้าว 3- 5 เมล็ดต่อหลุม) จากนั้นโรยวัสดุเพาะปิดหน้า นำถาดเพาะกล้าข้าวไปเรียงให้เป็นระเบียบปิดทับด้วยสแลนเพื่อป้องกันแมลงกัดกินเมล็ดข้าวและไม่ให้เมล็ดข้าวกระเด็นออกจากถาดประมาณ 2 คืน (36–48 ชม.) กล้าจะเริ่มงอกเป็นสีขาว ๆ นำสแลนออกจากถาดเพาะกล้าข้าวเพื่อให้ข้าวเจริญเติบโต เมื่อกล้าข้าวอายุ 15-20 วัน ก็นำไปปลูกในแปลงนาได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="37"><YEAR_INSTALL>2553</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้แปลงนาอินทรีย์</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การทำนาโยนกล้า</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การทำนาโยนกล้า เป็นนวัตกรรมการทำนาแนวใหม่ที่ประหยัดแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่สูง การเตรียมแปลงนาก็เหมือนการทำนาทั่วๆไป แต่ต้องมีการเพาะกล้าในถาดหลุมไว้ก่อน เมื่อกล้ามีอายุได้ 16 วัน จึงนำมาโยนลงแปลงนา การเพาะกล้าในถาดหลุมก็ไม่ยุ่งยาก เพียงนำถาดหลุมมาวางเรียงกัน แล้วใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวในถาดหลุม ซึ่ง 1 หลุม ใส่เมล็ดข้าว 3 – 5 เมล็ด เท่านั้น แล้วนำดินที่ผสมกับปุ๋ยผงในอัตราส่วน ดิน 2 ส่วน ปุ๋ย 1 ส่วน มาโรยกลบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้หน้าดินเรียบเสมอกัน จากนั้นก็นำไปวางในบริเวณลานเพาะกล้า วางเรียงกันแล้วคลุมด้วยแสลน รดน้ำ เช้า – เย็น เมื่ออายุกล้าข้าวได้กำหนดจึงถอนออกจากหลุม ให้ติดตุ้มดินออกมาด้วย แล้วจึงนำไปโยนในนาข้าวที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นา 1 ไร่ จะใช้กล้าข้าวอยู่ที่ประมาณ 60 ถาด และ 1 คน สามารถโยนกล้าได้ประมาณ 5 ไร่ ต่อ วัน หลังจากโยนกล้าข้าวแล้ว 2 – 3 วัน 
จึงปล่อยน้ำเข้านา โดยระดับน้ำสูงประมาณ 5 – 6 เซนติเมตร แล้วหว่านปุ๋ยอินทรีย์สูตรบำรุงต้น 50 กิโลกรัม 
ต่อ 1 ไร่ ส่วนการดูแลก็เหมือนกับการทำนาอินทรีย์ทั่วไป</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="38"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง 4 ภาค</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>บ้านเรือนไทยภาคกลาง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>เรือนไทยภาคกลาง สร้างขึ้นตามสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะอากาศร้อนชิ้น บนที่ราบลุ่ม มีน้ำหลากในหน้าฝน มีการยกใต้ถุนสูงขึ้นจากพื้นดินในระดับเหนือศีรษะ พื้นที่แต่ละส่วนของบ้าน
มีการยกพื้นสูงต่ำไม่เท่ากัน เพื่อให้ลมพัดผ่านจากใต้ถุนขึ้นมาถึงชั้นบน หลังคาเป็นทรงมนิลาเพื่อให้น้ำฝนไหลลงได้รวดเร็วและช่วยระบายความร้อนภายในบ้าน พื้นที่ใต้ถุนบ้านของเรือนไทยภาคกลางยังใช้เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพและจัดเก็บอุปกรณ์ทางการเกษตร อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ เก็บเรือที่ใช้ในฤดูน้ำหล่าก รอบ ๆ เรือนนิยมปลูกไม้กินได้เพื่อใช้สำหรับการทำอาหาร อาทิ พืชผักสวนครัว และมีการสร้างงฉ่างไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกสำหรับพอกินตลอดทั้งปี ในครัวมีการเก็บและถนอมอาหารด้วยการตากแดด และหมัก เช่น การตากปลาแห้ง หมักปลาร้า 
และผักดอง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="39"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง 4 ภาค</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>บ้านเรือนไทยภาคเหนือ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>เรือนไทยภาคเหนือ หรือเรือนแบบล้านนา ตัวเรือนยกใต้ถุนสูงมีจุดเด่นตรงยอดจั่วที่ประดับด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายสวยงามเรียกว่า "กาแล" รูปทรงของเรือนจะเตี้ยและมีช่องหน้าต่างน้อยเนื่องจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาว หน้าบ้านจะมีร้านน้ำสำหรับตั้งน้ำดื่มและมีเรือนชานสำหรับทำกิจกรรม นิยมแขวนตะเกียงเพื่อให้ความสว่างไว้บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นโคมเพื่อการประดับตกแต่งใกล้ ๆ กับบริเวณ
ชานนิยมปลูกยุ้งข้าวไว้ , หลัง เรียกว่า หลอง เพื่อเก็บรักษาข้าวและเมล็ดพันธุ์ที่ดีไว้สำหรับทำการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป เวลาว่างจากการทำนานิยมทอผ้า ซึ่งมีทั้งผ้าไหม และผ้าฝ้าย</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="40"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง 4 ภาค</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>บ้านเรือนไทยภาคอีสาน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>บ้านเรือนไทยภาคอีสาน เรือนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเรือนไทยภาคอีสาน ตัวเรือนเป็นเรือนใต้ถุนสูงเหมือนเรือนภาคกลางแต่มีช่องหน้าต่างเพียงเล็ก ๆ เพื่อให้เรือนทึบและป้องกันลมกับอากาศหนาวเย็นได้ดี บริเวณใต้ถุนบ้านนิยมเก็บเครื่องมือทำมาหากิน เช่น เกวียน กี่ทอเสื่อ และกี่ทอผ้า เป็นต้น บริเวณข้างบ้านนิยมสร้าง "เล้าข้าว" ไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้ไว้สำหรับกินตลอดทั้งปี มี "เฮือนน้ำ" สำหรับตั้งหม้อน้ำไว้รับแขก และ "เฮือนไฟ" สำหรับใช้ประกอบอาหาร ชาวอีสานนิยมถนอมอาหารด้วยการหมัก และดอง อาทิ การทำปลาร้า ปลาแจ๋ว เพื่อเก็บไว้รับประทาน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="41"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง 4 ภาค</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>บ้านเรือนไทยภาคใต้</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>บ้านเรือนไทยภาคใต้ เรือนไทยภาคใต้ นิยมสร้างเป็นเรือนแฝด มีการยกพื้นสูงเพื่อระบายความชื้น และเพื่อลดแรงต้านจากลมพายุ เสาเรือนตั้งอยู่บนตอม่อที่สร้างขึ้นจากหิน หรือวัสดุแข็งแรงอื่น ๆ โดยจะไม่มีการฝังลงดินเนื่องจากฝนตกชุกทำให้พื้นดินมีความชื้น เพดานไม่มีการตีฝ้าเพดาน และจะเว้นช่องลมใต้เพดานเพื่อให้ลมโกรกเอกลักษณ์ที่สำคัญของเรือนไทยภาคใต้อนิยมแขวนกรงนกหัวจุกไว้บริเวณชายคาบ้าน และใต้ถุนบ้านบริเวณรอบตัวเรือนนิยมปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ เนื่องจากอาหารทางภาคใต้มีความเผ็ดร้อน จึงนิยมรับประทานควบคู่กับผักหลากหลายชนิดอาชีพหลักของคนในพื้นที่ภาคใต้ คือการประมงน้ำเค็ม ทำสวนยางพารา และประกอบกิจการเหมืองแร่ สวนยางพาราจัดเป็นป่าประเภทไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย
</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="42"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้สวนสมุนไพร</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>สรรพคุณพืชสมุนไพร</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ภูมิปัญญาเรื่องแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยมีการสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ยิ่งในปัจจุบันยิ่งได้รับการยอมรับและนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อการป้องกันรักษาโรคอย่างกว้างขวาง ในอดีตการรักษาโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัว คนไทยจะมีความรู้ในการใช้สมุนไพรที่ปลูกไว้ใช้สอยในครัวเรือนนำมาทำเป็นยารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เมื่อการแพทย์แผนใหม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่และส่งเสริมใช้รักษาในประเทศไทยแทนการแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรเพื่อใช้บำบัดรักษาโรคก็เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับความรู้ในการดูแลรักษาตนเองของคนไทย
แต่ปัจจุบันการศึกษาวิจัยได้ยืนยันให้เห็นแล้วว่า ยาสมุนไพรไทยนั้นมีสรรพคุณที่ดีในการป้องกันรักษาโรคอย่างได้ผล โดยเฉพาะโรคสามัญ การเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไป เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน คลื่นเหียนอาเจียน แก้ผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย แผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เคล็ดขัดยอก หรือแม้แต่โรคร้ายแรงอย่างโรคกระเพาะอาหาร โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือด
 ก็สามารถป้องกันรักษาอย่างได้ผล
		ดังนั้นเราจึงควรหันกลับมาปลูกพืชสมุนไพรไว้ในครัวเรือน ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรก็ปลูกง่าย มีความแข็งแรงทนทานอีกทั้งบางชนิดมีความสวยงามสามารถปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ การปลูกสมุนไพร
ไว้สัก 20 ชนิด ในครัวเรือนก็จะช่วยให้เราสามารถหยิบฉวยมาใช้ ป้องกันแก้ไขยามเจ็บไข้ได้ป่วยได้ทันท่วงที</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="43"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกผักคุณภาพในโรงเรือน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ผักกางมุ้ง เป็นนวัตกรรมการปลูกผักที่กำลังได้รับความนิยม  โดยมีต้นแบบอยู่หลายแห่ง เช่น อ.วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พกฉ. จึงนำองค์ความรู้นี้มาจัดแสดง เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจระบบการผลิตด้านการเกษตรที่หลากหลาย และสามารถเลือกนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง การปลูกผักคุณภาพในโรงเรือนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูกโดยตรง การหยอดเมล็ดตามระยะปลูก การปลูกโดยใช้วิธีการเพาะต้นกล้าแล้วจึงย้ายปลูกในแปลงปลูก หรือแม้กระทั่งการใช้หัว หรือ กิ่งพันธุ์     </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="44"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>คนในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แต่ต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภค หากมีพื้นที่ว่างมากพอสามารถทำบ่อซีเมนต์สี่เหลี่ยมแบบถาวรได้ ใช้ปลูกข้าวเพื่อบริโภคเองได้ รูปแบบการปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์นี้ ถูกคิดค้นโดย คุณปรีชา บุญท้วม เกษตรกรจังหวัดระยอง การสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อการปลูกข้าวนี้ จะต้องลงทุนวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างอยู่บ้าง แต่บ่อปลูกข้าวมีความคงทน แข็งแรง ลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่อยู่ได้นาน อีกทั้งใช้น้ำในการปลูกน้อย บ่อขนาด 15 ตารางเมตร จำนวน 2 บ่อ ปลูกข้าวอายุสั้น 90-120 วัน โดยปลูกปีละ 3 ครั้ง เพียงพอสำหรับบริโภค 1 คน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="45"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>ชนิดของแผ่นโซลาร์เซลล์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>โซลาร์เซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์ที่ผลิตไฟฟ้าได้เมื่อถูกแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ทำมาจากผลึกซิลิคอน ผิวด้านบนเคลือบสารฟอสฟอรัส ผิวด้านล่างเคลือบสารโบรอน เมื่อถูกแสงแดดจะเกิด
การปลดปล่อยอิเล็กตรอน เกิดกระแสไฟฟ้าที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ กระแสไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้จะเป็นกระแสไฟฟ้าชนิดตรง                (DC : Direct Current) ถ้านำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรงก็ใช้งานได้เลย แต่ถ้านำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC : Alter-nate Current) เหมือนไฟฟ้าตามบ้านก็จะต้องนำมาผ่านอุปกรณ์แปลงไฟ (Inverter) แปลงจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) และต้องปรับแรงดันไฟฟ้าเป็น 220 โวลด์ ซึ่งเป็นแรงดันไฟฟ้าทั่วไปของเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้กันอยู่ในบ้านเรา
	</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="46"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>ระบบโซลาร์เซลล์แบบ Stand alone (off grid) </DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งในบ้านพี่งตนเองหลังนี้มี 2 ชุด ๆ ละ 1,000 วัตต์ แยกระบบจากกัน ติดตั้งบนขาตั้งเหล็กบนพื้นปูนบริเวณสนามหลังบ้าน ห่างจากตัวบ้านประมาณ 10 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้
 แผ่นโซลาร์เซลล์วางเอียงทำมุมกับแนวระนาบประมาณ 15 องศา จำนวนแผ่นโซลาร์เซลล์ชุดละ 8 แผ่น เป็นแบบผลึกเดี่ยว(Monocrystalline) ซึ่งเหมาะกับพื้นที่นี้ที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งปี มีแรงดันไฟฟ้าแต่ละแผ่นอยู่ที่ 
17-24 โวลต์ กำลังไฟฟ้า 125 วัตต์ ดังนั้นโซลาร์เซลล์หนึ่งชุดมีกำลังไฟฟ้ารวม ประมาณ 1,000 วัตต์ ต่อกันแบบผสมให้ได้แรงดันไฟฟ้า 24 โวลด์ ต่อสายไฟร้อยท่อไปยังแผงควบคุมที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้าน</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="47"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>ระบบโซลาร์เซลล์แบบ On grid </DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>On-grid System ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ แบบออนกริด เป็นระบบโซลาร์เซลล์ แบบต่อเข้ากับระบบสายส่งจากการไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าระบบนี้ จะมีแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับกำเนิดไฟฟ้า จ่ายไฟให้กับ  กริดไทอินเวอร์เตอร์ แปลงจากไฟกระแสตรง เป็นไฟกระแสสลับต่อกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ร่วมกับระบบไฟจากการไฟฟ้า On-grid System ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ แบบออนกริด จุดเด่นของระบบคือ มีแหล่งจ่ายไฟ
 2 ทาง ทางหนึ่งจากการไฟฟ้า และอีกทางหนึ่งจากโซลาร์เซลล์ ระบบไฟที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ จะแปลงไฟโดยอินเวอร์เตอร์ และสามารถต่อไฟร่วมกับระบบไฟจากการไฟฟ้าได้ไม่ต้องทำระบบสลับไฟใดๆทั้งสิ้น สามารถใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดโดยไม่ใช้แบตเตอรี่ ช่วงที่มีแสงแดดจะดึงไฟจากแผ่นโวลาร์เซลล์เข้ามาใช้งาน ช่วงที่ไม่มีแสงแดดตัวกริดไทอินเวอร์เตอร์จะดึงไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้ามาใช้งาน โดยบ้านพลังงานทดแทนจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1500 วัตต์ </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="48"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>กังหันลมแบบแนวนอน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>โดยทั่วไปการพึ่งพาตนเองด้านไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกควรจะมาจากหลายๆ แหล่งใช้รวมกันแบบผสมสาน เพราะแต่ละอย่างก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน โดยเฉพาะในแต่ละพื้นที่ และแต่ละช่วงเวลาก็จะมีทรัพยากรมากน้อยไม่เท่ากัน การใช้พลังงานทางเลือกแบบผสมผสานก็จะทำให้มีพลังงานใช้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้นนอกจากระบบโซลาร์เซลล์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับบ้านพึ่งตนเองหลังนี้แล้ว ยังมีกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ อีก 1 ตัว เป็นกังหันนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นกังหันลมแนวนอน 3 ใบพัด ตั้งอยู่บนเสาสูง 12 เมตร กังหันจะเริ่มผลิตไฟฟ้าที่ความเร็วลม 3 เมตรต่อวินาที แต่จะผลิตไฟฟ้าได้ดีที่ 9 เมตรต่อวินาที ควบคุมการชาร์จตัวย bridge rectifier &amp; dummy load ชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ 4 ลูกพลังงานไฟฟ้ารวม 6,240 วัตต์-ชั่วโมง แปลงไฟเป็นกระแสสลับด้วยตัวแปลงไฟ 1,000 วัตต์ แปลงจาก 12 โวลต์เป็น 220 โวลต์ เท่าที่มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์และกังหันลมสำหรับบ้านพลังงานพึ่งตนเองหลังนี้ ระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ดีอย่างต่อเนื่อง ผลิตไฟฟ้าได้มากอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีแดดจัดเฉลี่ยตลอดทั้งปี แต่ชุดกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้ไม่ค่อยเต็มที่ เนื่องจากในพื้นที่กระแสลมน้อยและไม่สม่ำเสมอ บางช่วงเป็นลมกรรโซกแรงบางช่วงก็สงบ จึงผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าโซลาร์เซลล์</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="49"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>กังหันลมแบบแนวตั้ง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ในการใช้พลังงานทดแทน เพื่อการพึ่งตนเองซึ่งมีหลายรูปแบบ พลังงานที่ใช้ควรได้มาจากหลาย ๆแบบ ใช้ร่วมกันแบบผสมผสาน ทั้งนี้ในแต่ละแบบ มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละช่วงมีทรัพยากรมากน้อยไม่เท่ากัน ช่วงที่มีแดดแรง ช่วงมีฝนตกลมแรง การใช้พลังงานทางเลือกแบบผสมผสาน ก็จะทำให้มีพลังานใช้อย่างต่อเนื่อง กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 500 วัตต์ เป็นกังหันลมแบบแนวนอน 4 ใบพัด ตั้งบนเสาสูง 10 เมตร 
     1. เดินสายไฟจากกังหันลมเข้าในตัวบ้านหาชุดควบคุม ผ่านชาจร์เจอร์ ตัวควบคุมการชาร์จชาจร์ไฟให้กับแบตเตอรี่ จำนวน 1 ลูก 120 ah พลังงานรวม 500 วัตต์
      2. การนำไปใช้งานในบ้าน พัดลมกระแสตรง 12 โวตล์ จำนวน 4 ตัว</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="50"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านพึ่งตนเอง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>โซลาร์เซลล์สูบน้ำเคลื่อนที่</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>อุปกรณ์สูบน้ำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายส่วนใหญ่เป็นแบบเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จึงมีต้นทุนสูงปัจจุบันมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตร เพื่อลดต้นทุนเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง 
โดยการใช้แผ่นโซล่าเซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับปั๊มสูบน้ำ และสามารถพัฒนาให้สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกในการนำไปใช้งานตามพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="51"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านดิน บ้านฟาง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การสร้าบ้านดิน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>บ้านดินเป็นการสร้างบ้านพึ่งตนเอง สามารถทำได้เอง หน้าร้อนก็เย็น หน้าหนาวก็จะอุ่น อยู่ที่ไหนก็สามารถสร้างบ้านดินได้ เพราะดินมีอยู่ทุกที่ บ้านดินที่นิยมสร้างกันจะเป็นแบบก้อนดินแห้ง (Adobe Brick)
 ซึ่งยึดเนื้อดินด้วยวัสดุเกษตร เช่น ฟางข้าว หญ้าสับ แกลบ เป็นต้น เพื่อเป็นตัวยึดประสานดินให้คงความเป็นก้อน บ้านดินแบบก้อนดินแห้งจะใช้วิธีก่อผนังก้อนดินขึ้นซ้อนกัน เช่นเดียวกับการก่ออิฐบล็อก บ้านจะไม่มีเสาแต่จะเป็นระบบผนังรับแรง การสร้างลักษณะนี้ตัวบ้านจึงหนามีความแข็งแรงคงทน ผนังเป็นฉนวนกันความร้อนและความเย็นได้ดี</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="52"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้บ้านดิน บ้านฟาง</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การสร้างบ้านฟาง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>บ้านก้อนฟางเป็นบ้านที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติ สร้างได้ง่าย ประหยัดเวลา ใช้แรงงานน้อย เก็บเสียง และอุณหภูมิได้ดี อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องอาศัยขั้นตอนการเตรียมการมาก ที่สำคัญต้นทุนในการสร้างต่ำ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างที่อยู่อาศัยแบบง่ายๆ  ในจปัจจุบันมีการสร้างอยู่ 2 รูปแบบ คือ บ้านก้อนฟางแบบไม่มีโครงสร้างรับน้ำหนัก และบ้านก้อนฟางแบบมีโครงสร้างรับน้ำหนัก </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="53"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังเป็นอีกรูปแบบของการเลี้ยงไส้เดือน เนื่องจากกะละมังสามารถหาได้ง่ายราคาถูก หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะไว้ในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อยมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่ายและที่สำคัญได้มูลไส้เดือนกับน้ำหมักมูลไส้เดือนเพื่อใช้ในการทำเกษตรหรือ นำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="54"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไส้เดือนในลิ้นชัก</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเลี้ยงไส้เดือนในลิ้นชักเป็นวิธีการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนได้ และยังช่วยในเรื่องของการประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="55"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไส้เดือนในวงบ่อซีเมนต์</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเลี้ยงไส้เดือนในวงบ่อปูนซีเมนต์เป็นอีกวัสดุอีกอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงไส้เดือนได้ เนื่องจากวงบ่อซีเมนต์สามารถหาได้ง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้าง เมื่อได้มาแล้วต้องนำมาแช่น้ำเพื่อลดความเป็นด่างของปูนเมื่อซื้อวงบ่อใหม่ สำหรับการเลี้ยงไส้เดือนในวงบ่อปูนซีเมนต์นั้นเป็นวัสดุที่สามารถใช้เลี้ยงได้ยาวนานมีความแข็งแรงทนทานสามารถใช้งานได้หลายปีและยังมีราคาถูกอีกด้วย </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="56"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเลี้ยงไส้เดือนบนแปลงผักยกแคร่</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>เราสามารถเลี้ยงไส้เดือนอย่างง่าย ด้วยการเลี้ยงไส้เดือนในแปลงผัก โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผักได้เลย เนื่องจากการเลี้ยงไส้เดือนในแปลงผักนั้นจะทำหน้าที่พรวนดินให้ดินมีความร่วนซุยและขับถ่ายมูล ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมหรือทำการหมัก และเรายังสามารถนำปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใส่ยังพืชผักภายในแปลงอื่นๆได้อีกด้วย การเลี้ยงไส้เดือนในแปลงผักนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำการเกษตรแบบใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="57"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การทำน้ำหมักมูลไส้เดือน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>น้ำหมักมูลไส้เดือนสามารถเก็บจากถาดรองในกล่องเลี้ยงไส้เดือน หรือการนำมูลไส้เดือนไปขยายเชื้อจุลินทรีย์ให้ออกมาในรูปแบบของน้ำหมัก  ซึ่งจะทำให้เราได้เชื้อจุลินทรีย์ที่มากขึ้น ซึ่งมีธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นจำนวนมาก เป็นปุ๋ยชนิดน้ำเรานำไปฉีดพ่น หรือ ผสมน้ำรดต้นไม้ จุลินทรีย์ชนิดน้ำ บำรุงพืช บำรุงดิน ใช้กับพืชผักผลไม้ได้ทุกชนิด  มีธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นจำนวนมากในทุกช่วงของการเจริญเติบโต ช่วยให้รากพืชแข็งแรง ต้นใหญ่ ผลผลิตสูงขึ้น </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="58"><YEAR_INSTALL>2554</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>ฐานเรียนรู้เลี้ยงไส้เดือน</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การเตรียมพื้นเลี้ยงไส้เดือ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การเตรียมพื้นเลี้ยงให้พร้อมที่สุดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนหากพื้นเลี้ยงไม่พร้อมจะทำให้ไส้เดือนอาศัยอยู่ในพื้นเลี้ยงได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรืออาจหนีจากสถานที่เลี้ยงได้ ในการเลี้ยงไส้เดือนในอดีตนั้นมีการเตรียมส่วนผสมต่างๆ เช่น ดิน ขุยมะพร้าว ฟางข้าว และมูลสัตว์ แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาทดลองนำมูลโคเพียงอย่างเดียวมาใช้เลี้ยงไส้เดือนและเสริมแค่เศษผักหรือขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน </KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="59"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>โคก หนอง นา</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>“โคก หนอง นา” เป็นโมเดลต้นแบบที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ น้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการดิน น้ำ พืช ผสมผสานกับ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อให้เกิดความสมดุล และความยั่งยืนในการทำเกษตร</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="60"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปลูกป่า 5 ระดับ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาเมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดย ลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="61"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การระเบิดดิน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>สำหรับการเตรียมหลุมปลูกพืช ขนาด 50 *50 * 50 ซม. 
		วิธีการทำ
			1. ขุดหลุมขนาด 50 * 50 * 50 ซม.
			2. วางก้อนสรรพสิ่งที่แช่น้ำสรรพสิ่งแล้ว 10 -15 นาที จำนวน 1 ก้อน ที่ก้นหลุม
			3. ใส่ปุ๋ยสูตรไล่ลูกทันแม่ 2 กำมือ
			4. ใส่จอกหูหนู/พืชอวบน้ำ
			5. ใส่ขี้วัว
			6. ใส่น้ำยากำลังเจือจาง 1: 20 ใช้ชื้น 60 เปอร์เซ็นต์
			7. ใส่ดินไม่เกิน 1 – 2 ซม.
			8. ให้ทำเป็นชั้น ๆ
			9. ชั้นบนสดคลุมด้วยฟาง/พืชแห้ง/พืชสด
			10. ลาดด้วยน้ำยากำลังเจือจาง 1: 20 ให้ชื้น 60 เปอร์เซ็นต์
			11. รักษาความชื้นให้ได้ 60 เปอร์เซ็นต์ ด้วยน้ำยากำลังเจือจาง 1:20 
นาน 15 วัน จึงนำพืชลงปลูกได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="62"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปรับปรุงดิน</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>การปรับปรุงดินสำหรับเตรียมแปลงปลูกพืช ขนาด 1 * 4 ตารางเมตร
		วิธีการทำ
			1. เตรียมพื้นที่กำจัดวัชพืช ขุดดินเพื่อย่อยดินพื้นที่ ขนาด 1 * 4 ตารางเมตร
			2. ใส่ปุ๋ยสูตรไล่ลูกทันแม่ 8 กำมือ
			3. ใส่พืชอวบน้ำ เช่น จอกหูหนู 10 กิโลกรัม
			4. ใส่มูลสัตว์แห้ง 10 กิโลกรัม
			5. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน พร้อมราดด้วยน้ำยากำลังเจือจาง 1:20 ให้มีความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์
			6. ฝังก้อนสรรพสิ่งที่แช่น้ำยายกกำลังแล้ว 10 -15 นาที จำนวน 4 ก้อน แบบสลับฟันปลา
			7. คลุมด้วยพืชสด/หรือพืชแห้ง แล้วราดด้วยน้ำยากำลังเจือจาง 1:20 ให้มีความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์
			8. รักาความชื้นแปลงด้วยน้ำยากำลังเจือจาง 1:20 นาน 15 วัน จึงนำพืชลงปลูกได้
	</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="63"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การปรับสภาพน้ำ</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ดินเปรี้ยวเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุ หรือซากพืชเน่าเปื่อยอยู่ด้านบน มีความลึก 1-2 เมตร เป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงิน มีสารประกอบกำมะถันที่เรียกว่า สารประกอบไพไรท์อยู่มาก ดังนั้นเมื่อดินแห้งสารไพไรท์จะทำปฏิกิริยากับอากาศปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมาทำให้ดินเป็นกรดจัด ทำให้พืชเจริญเติบโตช้าไม่สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="64"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>ขั้น 1 - 4 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน
		ขั้น 5 - 9 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
<row _id="65"><YEAR_INSTALL>2560</YEAR_INSTALL><KNOWLEDGE_BASE>เส้นทางเรียนรู้สนองพระราชปณิธานและโคกหนองนา</KNOWLEDGE_BASE><DETAIL_KNOWLEDGE>การสร้างแพลงก์ตอนพืช</DETAIL_KNOWLEDGE><KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS>น้ำอามิ คือ ปุ๋ยน้ำที่ได้จากกระบวนการผลิตผงชูรส มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง  ธาตุอาหารเสริมหลายชนิดที่จำเป็นต่อพืช เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และความอุดมสมบูรณ์ของพืช มีกรดอะมิโน หลากหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อพืช สามารถใช้สร้างแพลงค์ตอนในการเลี้ยงกุ้ง และปลากินพืชได้อีกด้วย</KNOWLEDGE_HIGHLIGHTS><SOURCE>สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)</SOURCE></row>
</data>
